ในขณะที่โลกของเรามีท้องทะเลสีครามอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาพันธุ์ อีกทั้งยังมีสายฝนอันชุ่มฉ่ำช่วยให้เราได้คลายร้อน แต่ดาวดวงอื่นไม่ได้มีบรรยากาศที่น่าอยู่เหมือนโลกของเราเสมอไปหรอกนะครับ โดยเฉพาะดาวดวงนี้ที่นักดาราศาสตร์ค้นพบว่ามีทั้งทะเลและฝน ทว่าท้องทะเลกลับเต็มไปด้วย “ลาวา” ร้อนระอุ แถมฝนยัง ตกลงมาเป็น “หิน” อีกต่างหาก!!

นักดาราศาสตร์ประกาศการค้นพบดาวดวงนี้ออกมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 เป็นดาวเคราะห์นอกระบบ (Exoplanet) ที่ได้ชื่อว่า K2- 141b อยู่ห่างจากโลกของเราออกไปราว๒๐๒ ปีแสง มีขนาดใหญ่กว่าโลกของเราไม่มากนักดาวดวงนี้มีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า “ดาวนรก” เพราะอย่างที่ได้เกริ่นไปนั่นล่ะครับว่านักดาราศาสตร์พบว่าที่ด้านหนึ่งของดวงดาวที่หันเข้าหาดาวฤกษ์นั้นถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่ต่างจากดวงจันทร์ที่หันด้านเดียวเข้าหาโลกนั่นล่ะครับ ดังนั้นพื้นที่ด้านสว่างของ K2-141b จึงถูกแผดเผาอยู่ตลอดเวลาจนมีอุณหภูมิสูงถึง ๓,๐๐๐ องศาเซลเซียส!! ตัวเลขนี้ ของดาวแสดงถึงความร้อนระอุจนสามารถหลอมละลายก้อนหินได้สบายๆ ดังนั้นพื้นผิวด้านสว่างของดาวดวงนี้จึงไม่ได้เป็นผืนดินแห้ง ๆ หรือภูเขาหินหรอกนะครับแต่กลับเป็น “ทะเล” ความลึกร่วม 900 กิโลเมตรที่มีแต่ลาวาแดงฉาน และเมื่อลาวาเหล่านี้ระเหยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ มันก็จะเย็นตัวกลายเป็น “หิน”ตกลงมายังพื้นดิน หลอมละลายกลายเป็นลาวาวนเวียนเช่นนี้ไม่จบสิ้น

แล้วด้านมึดของ K2 -141b เป็นอย่างไรบ้างล่ะ? จะน่าอยู่มากกว่าด้านสว่างที่มีแต่ทะเลลาวาหรือไม่? คำตอบก็คือด้านมืดของดาวดวงนี้ก็ไม่น่าพิสมัยเช่นกันครับ เพราะในขณะที่ด้านสว่างมีอุณหภูมิสูงถึง ต,0๐๐ องศาเซลเซียส ด้านมืดที่ไม่เคยได้รับแสงสว่างจากดาวฤกษ์เลยนี้กสับมีอุณหภูมิที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว โดยมีตัวเลขอยู่ที่ “ติดลข” ๒ㆍ0 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่าด้านสว่างของ K2-1416 คือนรกอันร้อนระอุ ส่วนด้านมืดก็คือบรกอับหนาวเหน็บ ช่างเป็นดวงดาวที่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยของมนุษย์อย่างเราๆท่านๆ เอาเสียเลยล่ะครับ

นักดาราศาสตร์เสนอว่าวัฏจักรที่เกิดขึ้นบนดาวนรกK2-141b จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อลาวาในทะเลด้านสว่างของดวงดาวระเหยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ แล้ว “ลม” ที่พัดด้วยความเร็ว”เหนือเสียง” (Supersonic) หรือราว ๕,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง(เร็วกว่าความเร็วเสียงถึง ๔ เท่า) ก็จะหอบเอาไอของลาวาจากด้านสว่างไปยังด้านมืดของดวงดาว และเมื่อไอลาวาควบแน่น ฝนหินเหล่านี้ก็จะถูกแรงโน้มถ่วงดึงให้ตกลงสู่พื้นผิวแล้วไหลกลับไปยังด้านสว่างของดวงดาวเพื่อระเหยขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศอีกครั้งหนึ่ง นักดาราศาสตร์เสนอว่าโลกของเราเมื่อหลายพันล้านปีก่อนก็เคยมีวัฏจักรแบบนี้เช่นกันครับ และการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนดาว K2-141b นี้ก็เปรียบเสมือนการย้อนเวลากลับไปดูภาพ “โลกของเรา” ในอดีตเมื่อครั้งที่กำลังก่อตัวขึ้นมานั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *