ช่างภาพบันทึกภาพวิธีที่มนุษย์เปลี่ยนโฉมหน้าโลกใบนี้ แม้แต่ในสถานที่อันห่างใกลลิ่กลงไปใต้ผิวโลก

เรื่องและภาพถ่าย เอดเวิร์ด เบอร์ทินสกี

ผมถ่ายภาพภาพนี้ในเหมืองโพแทชใต้เมืองเบเรซนีคีของรัสเชีย ทางตอนกลางของไซบีเรีย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีภาพหรือคำศัพท์ที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นใต้พื้นดินในสถานที่ห่างไกลแห่งนั้น ผมก็เช่นกัน จนกระทั่งผมได้ไปเยือนที่นั่นด้วยตนเอง และรู้สึกถึงแรงกดดันของพื้นผิวโลก หิน และชีวิตที่อยู่เหนือตัวผมขึ้นไปกว่า 400 เมตร นี่คือภูมิทัศน์ที่ไม่เคยปรากฏแก่สายตามนุษย์ แสงอาทิตย์จะไม่มีวันสองถึงที่นั่น กระนั้น วัตถุที่สกัตได้จากที่นี่อาจลงเอยด้วยการช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ไร่นาขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ

ในฐานะส่วนประกอบสำคัญในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นกว่าจะมาถึงสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นเครือข่ายอุโมงค์ยาวราว 10,000 กิโลเมตรในความมืดมิด ผมกับลูกทีมลงสิฟต์ที่ใหญ่ พอจะขนคนงานเหมือง 40 คนกับอุปกรณ์ได้ ที่นั่นมีหมอกปกคลุม อากาศขึ้นจะทำให้เราหนาวจนเข้ากระดูกในไม่ช้าที่ก้นปล่องเหมือง เราขึ้นรถบรรทุก แสงสว่างเพียงอย่างเดียวมาจากไฟหน้ารถและไฟฉายคาดศีรษะ แม้ว่าผมเคยทำงานในเหมืองทองมาก่อนที่จะกลายเป็นช่างภาพ ประสบการณ์นี้ก็ยังทำให้ผมหายใจไม่ทั่วท้อง อุโมงค์แยกออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าผมเริ่มทำเครื่องหมายกากบาทบนเส้นทาง

ถ้าไฟฉายหยุดทำงาน เราจะหลงทางและจะไม่มีใครได้ยินเราตะโกนเรียกเสียงร้องจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ใต้ดิน ทว่าข้างล่างนั่นช่างงดงาม เราอยู่ท่ามกลางชั้นดินกันทะเลยุคโบราณสีสันสดใส นั่นคือริ้วลายขนานสีส้มของโพแทชเส้นที่เป็นคลื่นเกิดจากแรงดันอันทรงพลังของโลกเบื้องบนอย่างไรก็ตาม รอยประทับรูปหอยงวงช้างเกิดขึ้นจากเครื่องจักรซึ่งขุดเจาะอุโมงค์ด้วยจานหมุนที่ติดอยู่บนแขนทั้งสองเมื่อเครื่องขุดเจาะวกเปลี่ยนเส้นทาง จะทำให้เกิดรอยรูปวงกลมเหล่านี้ในเนื้อหินรอยประทับเหล่านั้นและอุโมงค์เองเป็นสัญลักษณ์ของสมัยแอนโทรโปซีน (Anthropocene) ซึ่งอาจเป็นยุคสมัยใหม่ทางธรณีวิทยาที่ถูกกำหนดด้วยกิจกรรมของมนุษย์  นักวิทยาศาสตร์เรียกการแปรเปลี่ยนของหินและตะกอนเช่นนี้ของโลกว่า “การรบกวนของมนุษย์” (anthroturbation) นานหลังจากที่เมืองของเราถูกบำปกคลุม โมงค์เหล่านี้จะยังคงเป็นร่องรอยแห่งการดำรงอยู่ของเรา พอ ๆ กับที่ภาพเขียนบนผนังถ้ำลัสโกบอกเราเกี่ยวกับผู้คนที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 20,000 ปีก่อน

ผมใช้เวลา 40 ปีที่ผ่านมาถ่ายภาพวิถีทางที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ ส่วนใหญ่ผ่านทางระบบขนาดใหญ่เช่น การขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ผมมองหาตัวอย่างขนาดใหญ่ของสิ่งที่ผมเรียกว่า “การหยิบฉวยของมนุษย์” หรือการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบสารพัดของโลกเพื่อนำมาทำสิ่งของต่าง ๆ ของเรา  ผมคงจะโกหกถ้าบอกว่า ผมไม่รู้สึกกังวลกับโลกแห่งการบริโภคนี้ที่ลูกสาวของผมต้องรับช่วงต่อจะมีใครสักกี่คนที่ได้เห็นว่า ทรัพยากรที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเป็นไปได้นั้นมาจากไหน พวกเราส่วนใหญ่เห็นตึกระฟ้าแต่ไม่เห็นเหมืองชิลิกาที่ใช้ทำกระจก เราเห็นดอนกรีต แต่ไม่เห็นบ่อทรายที่ใช้ทำตอนกรีต เราเห็นที่ดินเพาะปลูก แต่ไม่เห็นป่าที่เคยขึ้นที่นั่น หรือเหมืองโพแทชที่ใช้ทำปุ๋ยบำรุงพืชผล เราไม่เห็นเหรียญสองด้านว่า ทุกๆสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของเรา มีกาทำล้ายธรรมชาติที่ไหนสักแห่งอยู่ด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *